04 รู้จักกับสันติ ลอรัชวี
June 9th, 2009

มาทำความรู้จักกับสันติ ลอรัชวี นักออกแบบกราฟิกจาก Practical Studio หรือ “อาจารย์ติ๊ก” ของชาวนิเทศศิลป์ ม.กรุงเทพ เล่าถึงประสบการณ์การทำงานตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ จนผ่านช่วงชีวิตเหลวแหลกก่อนที่ชีวิตจะเข้าที่เข้าทาง และเหตุผลในการทำงานสอนร่วมกับการเป็นนักออกแบบมาตลอด
ชมภาพบรรยากาศการสนทนา ที่นี่
Tags: ปิยพงศ์ ภูมิจิตร, วีร์ วีรพร, สันติ ลอรัชวี
Posted on Tuesday, June 9th, 2009 at 8:00 am
Filed under graphic design.
Subscribe RSS 2.0 feed.
You can leave a response, or trackback from your own site.
downloading
เป็น idol ของแพรเลยค่ะ ^^
สวัสดีครับ ฟังเเล้ว ได้เห็นมุมมองที่เเตกต่างอีกเเล้วครับ
มีประโยชน์มาก จะรอฟังตอนต่อไปนะครับ
ผมขออนุญาติพี่ผู้จัดทำนะครับ เอาคลิปเสียงต่างๆ ที่ลงไว้ไป
ลงไว้ในเว็ปบอร์ด http://www.club.ideapendent.com นะครับ
เป็นเว็ปบอร์ดที่พูดคุยกันถึงเรื่องออกแบบต่างๆ ทั้ง ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบกราฟฟิก ครับ
สุดท้ายเป็นกำลังใจให้พี่ผู้จัดทำด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ
หลังจากฟังอย่างตั้งใจแล้ว ก็ขอแสดงความชื่นชมน่ะครับ
แต่ขอไม่เห็นด้วยเรื่อง university กับ polytechnic นิดนึงน่ะครับ
ตามหลักแล้ว การเข้าไปเรียน University ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นผู้รู้ทุกอย่างหรือ เชี่ยวชาญพหูสูตรเสียจนไม่สามารถลดตัวลงมาเป็นแรงงานได้น่ะครับ ส่วนการเรียน Polytechnic ตามหลักแล้ว คือสถาบันที่เน้นทางด้านวิศวะกรรมหรือทางด้านเทคนิค โดยไม่มีคณะที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์มากพอที่จะตั้งเป็น university ได้เท่านั้นเอง (หมายถึงตามรากของละตินโน่นน่ะครับ)
และก็ไม่ได้แปลว่านักเรียนในคณะเหล่านั้นจะเรียนทุกวิชาด้วย เขาหมายถึงว่าเป็นสถานที่เรียนที่มีหลายวิชาให้เข้าไปค้นหาครับ ส่วนใครจะค้นหาอะไร อีกเรื่อง
ทัศนคติที่คุณสันติว่ามานั้น มันค่อนข้างอันตรายครับ เพราะเท่ากับเป็นการใช้ระบบการศึกษามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดโอกาสของคนกลุ่มหนึ่ง และเปิดโอกาสให้คนกลุ่มหนึ่ง
ถ้าสืบไปค้นหาที่มาของ master ของ italian designers หรือ แม้แต่ทางญี่ปุ่น คนเหล่านั้นเริ่มมาทางสายช่าง หรือ เล่าเรียนมาจาก polytechnic ทั้งนั้นน่ะครับ โดยเฉพาะ Politecnico di Milano University
ผมไม่ได้บอกว่า อะไรดีอะไรไม่ดี แต่แค่รู้สึกตกใจที่แนวคิดเชิงปิดกั้นโอกาสแบบนี้เกิดขึ้นในวงการกราฟิกกับเขาด้วย
ปล ผมไม่ได้จบสายช่างน่ะครับ และถ้าแนวคิดเรื่อง university ของคุณสันติเป็นจริง ตอนนี้ผมคงเป็นมาสเตอร์ของอะไรสักอย่างอยู่แน่เลยครับ เพราะโดยรากศัพท์ผมจบมาสเตอร์ดีกรี แต่ผมก็รู้สึกว่าเมื่อเทียบผมกับช่างฝีมือแล้ว ผมเองเป็นได้แค่เด็กเมื่อวานซืนที่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าพี่ๆเหล่านั้นเท่านั้นเอง
สังคมไทย จำเป็นต้องยกย่องงานช่างครับ เราจำเป็นต้องย้อนถอยหลังกลับไปสร้างช่างฝีมือที่ดีขึ้นมาให้ได้เหมือนอิตาลี่ หรือ ญี่ปุ่น และประเทศที่มีดีไซน์อยู่ในวัฒนธรรมให้ได้ก่อน นี่ึคือโอกาสเดียวที่เราจะสร้างดีไซน์แบบของเราเองขึ้นมาได้ ก่อนที่คนรุ่นต่อไปจะเลิกทุ่มชีวิตเพื่องานช่าง แล้วกันไปเรียน University เพื่อได้ degree ออกมาใช้ช่างเป็นแรงงานกันหมด
สวัสดีครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับความรู้และความคิดเห็นที่เปิดกว้างให้กับผมครับ สิ่งที่คุณ “ด้วยความเคารพ” เสนอแนะและอธิบายมานั้น สำหรับผมแล้วเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับข้อเสนอแนะเหล่านี้ แล้วโดยใจความทั้งหมดผมก็คิดเห็นคล้อยตามทั้งสิ้นครับ แต่ผมขอชี้แจงบางประเด็นเท่านั้นครับ
ในบทสนทนาผมไม่ได้ตั้งแง่กับอุดมศึกษากับช่างฝีมือครับ
ผมไม่เคยมีความคิดที่ลบหลู่หรือแบ่งแยกคุณค่าในเรื่องช่างฝีมือ
แต่ผมกำลังพูดถึงกระแสทุนนิยมที่ส่งอิทธิพลในระบบการศึกษาและการประกอบวิชาชีพ ที่บางครั้งทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ไม่ค่อยมีโอกาสใช้ทักษะความเข้าใจของตนอย่างเต็มกำลังหรือได้ใช้ทักษะเพื่อตอบสนองด้านอื่นๆ ที่สามารถกระทำได้ ซึ่งแตกต่างและเป็นคนละประเด็นกับการใช้ฝีมือเชิงช่างครับ ผมเองก็ไม่ได้เรียนสูงและก็ดำเนินมาในสายอาชีพของตนด้วยทักษะเชิงช่างเช่นกัน ดังนั้นผมไม่อาจดูถูกหรือดูแคลนงานช่างอย่างแน่นอน ไม่ว่าเป็นของสังคมใด แต่ผมก็เห็นว่าช่างฝีมือก็สามารถมีมุมมองหรือมีความคิดเห็นต่อสิ่งที่ทำได้เช่นกันครับ…นี่เป็นเรื่องเดียวที่ผมอยากจะชี้แจงเพราะมันเป็นตัวสะท้อนทัศนคติของผมว่าเป็นอันตรายอย่างที่ว่าหรือไม่
อย่างที่กล่าวตอนต้นว่าผมคล้อยตามข้อเสนอแนะทั้งสิ้นครับ
บางเรื่องคุณ “ด้วยความเคารพ” ชีแจงได้กระจ่างกว่าที่ผมพูดไว้มาก ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีกับผู้ฟังครับ และขอขอบคุณอีกครั้งอย่างมากครับ
ด้วยความเคารพเช่นกันครับ
ฟังแล้วเห็นมุมมองครับ ชื่นชมครับ
ในเรื่องของการเรียนที่หลายคนมุ่งจะทำงานแบบร้องคาราโอเกะ
ฟังแล้วรู้สึกมองย้อนกลับไปหาสังคมที่ตัวเองเป็นอยู่
…..
ขอชื่นชมแนวคิดของคุณสันติครับ